:: Where am I Going?::
Where am I going?
คำถามสั้นๆ ....ความกลุ้มใจของต้นหญ้าเล็กๆ
สายลม....พายุ....ใครๆก็ว่าผมพัดไปได้อย่างน่าอิจฉาและดูช่างสบายอกสบายใจ ไม่ต่างอะไรกับนก ดีกว่าซะอีกที่บินร่อนไปมาได้โดยไม่ต้องเหนื่อยล้าหรือหมดแรง แค่เบื่อแวะพัก ฉุนเฉียวนักก็ค่อยผ่อนแรงเป็นเชื่องช้าและอ่อนโยน สายลมอย่างผมเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา แต่ใครจะรู้ละว่า ท่ามกลางอิสระเหนือกรอบกั้นใดๆนั้น ท้ายที่สุดจะมีวันใดหรือเปล่าที่ต้องพัดวนอยู่กับที่หรือล่องลอยไปโดยที่ไม่สามารถตอบคำถามสั้นๆนั้นได้....
ตัวฉันกำลังจะไปที่ไหนกันนะ?
ผมไม่สามารถบรรยายหรือตอบจดหมายที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามให้กับใครได้ เพราะวันๆเพียงแค่เรื่องของตัวเองก็หนักสมองจนสาหัสสากรรจ์แล้ว แต่เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่พัดพาตนเองไปพบกับต้นหญ้าเล็กๆต้นหนึ่งที่กำลังนั่งทุกข์ระทมอยู่ริมสุดของขอบขนามหญ้า ....สายลมโบกพลิ้วให้อ่อนแรงลง ชะลอ และวกกลับมาสัมผัสที่แก้มของต้นหญ้าน้อยๆนั้นด้วยความอ่อนโยน
เธอร้องไห้ทำไม ต้นหญ้า? สายลมเอ่ยถามอย่างห่วงใย
ฉันอยากไปจากที่นี่ ต้นหญ้าสะอื้นตอบ
จากที่นี่ ? ผมทวนคำถามของเธออีกครั้ง จากเส้นขอบสนามหญ้านี้น่ะเหรอ?
ใช่ เธอตอบเสียงหนักแน่น ไปจากที่นี่ จากเส้นขอบสนามนี้ จากเส้นกรอบรอบๆตัวฉันทั้งหมด
เพราะอะไรกัน? ผมสงสัย
เพราะฉันต้องการเป็นอย่างเธอ เป็นอิสระเหนือสิ่งอื่นใด ต้นหญ้าเงยหน้าตอบ
จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องของเธอให้พายุฟังมากมาย หลากหลายเรื่องราว หลากหลายอารมณ์ บางเรื่องก็ทำให้รู้สึกราวกับจะคลุ้มคลั่ง เมฆฝนหนาทึบเริ่มก่อตัวตั้งเค้าพายุฝนมาแต่ไกล แต่ไม่ทันไรนั้นเรื่องบางเรื่องที่ตามมากลับฉายแววแสงอาทิตย์ส่องทอประกาย อบอุ่นจนพายุน้อยๆต้องกลายเป็นสายลมต้องแดดยามเช้า สลับสับเปลี่ยน ขึ้นๆลงๆ หมุนวนไปตามความรู้สึกทุกข์ร้อนและผ่อนปรนของต้นหญ้าเจ้าของเรื่องเล่า ....ผมค่อยๆทำความเข้าใจ ....พายุนั้นคิดว่าเรื่องราวของเธอไม่ต่างอะไรกับภาพเงาส่วนหนึ่งของเค้า แต่มันจะผิดแผกไปก็ตรงที่ ทางออกและแนวทางความคิดของเราไม่เท่ากัน ก็เท่านั้นเอง
พ่อแม่ของฉันมักจะรั้งฉันเอาไว้ตรงนี้ ในทุกครั้งที่ฉันฝันจะโบยบิน เธอเล่าพร้อมสะอื้นไห้
....พ่อแม่คิดว่าการที่ฉันหรือใครๆฝันอยากจะเป็นดวงดาว ดวงจันทร์ เมฆหมอก หรือแม้แต่สายลม ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่อยู่ในพจนานุกรมคำว่า เป็นไปได้ของพวกท่าน เพราะพ่อแม่มักจะคิดแทนฉันเสมอ คิดไปไกลแสนไกลว่าทางที่ฉันจะเดินไปนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ขวากหนาม และคมเขี้ยวมากมาย พวกท่านพูดเสมอว่ามันยากเกินกว่าคนอย่างฉันจะเป็นได้ และแน่นอนว่าสิ่งที่ฉันควรจะเป็นในสายตาของพวกท่านก็คือ การตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนในโรงเพาะบ่มหญ้า และเติมโตเป็นหญ้าที่โตเต็มวัยเพื่อทำหน้าที่ต่อไป ....
ไม่ต่างอะไรกับหญ้าอื่นๆ พวกเรามีสิทธิ์เลือกมากกว่านั้นก็แค่ งานของเรา จะเป็นงานประจำที่แสนหน้าเบื่ออย่างการปกคลุมหน้าดินเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้แก่คนอื่น หรืองานที่ออกแนวทรหดและใช้แรงงานอย่างงานที่ต้องอาหารให้กับสัตว์กินพืช ก็เท่านั้น ....ไม่สิ! ดีกว่านั้นหน่อย ถ้าฉันขยันและเติบโตได้อย่างแข็งแรง ฉันอาจจะได้กลายเป็นเครื่องดื่มสกัดที่ทรงคุณค่าทางอาหาร ได้รับเกียรติให้ชูคอหรูหราอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง แต่ต้องแลกกับการถูกกลั่น ปั่น บดจนกลายเป็น น้ำหญ้าคั้นเพื่อสุขภาพ ก็เป็นได้ และสุดท้ายจุดจบก็คงไม่ต่างอะไรกับประชากรเผ่าพันธ์เดียวกับฉันทุกๆชีวิต ที่ลงท้ายก็กลายเป็นแค่ปุ๋ยหมักคืนสู่ดิน....
เธอเหนื่อยกับการคิดเรื่องของตัวเองใช่มั้ย? ผมถามด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะปลอบโยน และพยายามบอกถึงความเป็นมิตรที่ผมมีต่อเธอ
ใช่ ฉันเหนื่อยมาก ทั้งเรื่องของฉัน และคนรอบตัวที่ฉันต้องคอยแคร์ เธอตอบ
แต่เธอก็เลือกที่จะไม่แคร์พวกเค้าก็ได้นี่ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ของเธอพวกนั้นน่ะ มองข้ามไปไม่ได้เหรอ? ผมตบบ่าของต้นหญ้าเบาๆ ....พายุไม่ได้ลองใจเธอ แต่พายุกำลังเรียนรู้ที่จะรู้จักจิตใจของเธอ
ฉันทำไม่ได้ เพราะพวกเค้าคือคนที่ฉันรัก ต้นหญ้าสั่นไหวน้อยๆ บ่าที่เล็กและหนักอึ้งของเธอกำลังทำหน้าที่ประคับประครองความเหนื่อยล้า
เธอเหมือนกับมนุษย์พวกนั้นเลยนะ พายุส่งยิ้มหวานให้ก่อนย่อตัวลงข้างๆ กุมมือเธอเอาไว้ และเริ่มที่จะจูงแขนต้นหญ้าน้อยซึ่งกำลังสับสน ไปสู่ดินแดนที่เธอไม่เคยรู้จัก
นี่ต้นหญ้าน้อย ....เธอรู้มั้ยว่าในโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่สับสนในเรื่องราวคล้ายๆกับเธอจำนวนมากมายแค่ไหน? และหนึ่งในจำนวนนั้น พวกเค้าก็ถูกเรียกว่า มนุษย์ .ไม่ต้องกังวล ถูกต้อง! ผมกำลังพูดถึงสิ่งมีชีวิตสองมือ สองขา ที่ใช้สมองในการสั่งงาน และนั่นเอง ผมหมายถึงเจ้าตัวที่มันยกขวด น้ำหญ้าคั้นเพื่อสุขภาพ อย่างพวกเธอขึ้นดื่มด้วยนั่นแหละ....พายุกลั้นหัวเราะ
ก่อนหน้านี้ ผมได้เรียนรู้จากการพัดพาไปทั่ว ว่าเมื่อลูกของพวกเค้าเอ่ยปากถึงอนาคตตัวเองอย่างที่ใจคิด น้อยครั้งนักที่จะได้รับการตอบสนองในแบบที่เด็กน้อยต้องการ ....5 ขวบ พ่อแม่ถามว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร? ตัวเราเมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กๆไม่รู้ประสา เลือกได้จากเหตุผลเพียง 2 ข้อใหญ่ๆ คือ อาชีพที่จะทำให้พ่อแม่พอใจเมื่อได้รับคำตอบ หรืออาชีพยอดนิยมในกลุ่มเด็กๆด้วยกัน ที่จะทำให้ตัวเราภาคภูมิใจ หรือรูสึกถึงการมีตัวตนคงอยู่ในกลุ่มเพื่อน ก็เท่านั้น
....เด็กๆหลายคนตอบว่า อยากเป็นหมอ อยากเป็นครู อยากเป็นพยาบาล อยากเป็นทหาร อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากเป็นดารา อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นผู้ประกาศข่าว ....ตอนนั้นเพราะไร้เดียงสา ไม่ว่าคำตอบอะไร พ่อกับแม่ก็จะยิ้มให้เรา และพอใจกับความฉลาด แสนรู้ และช่างฝันของเด็กวัยนั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตอนนี้เราอายุ 12 ปีแล้ว เรายังคงยืนยันที่จะฝันอย่างนั้น เราบอกว่าเราจะพยายามให้มากที่สุด พ่อแม่ไม่พูดอะไร พวกท่านแค่ยิ้มแล้วบอกเราว่า ดีแล้วลูก ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กสินะ เป็นเด็กที่ยังฝันได้อยู่ แต่นั่นอาจจะเป็นการฝันได้ในระยะสุดท้ายของเราแล้ว อย่างนั้นรึเปล่า? ....ทำไมนะเหรอ? ....นั่นก็เพราะ....
ตอนนี้เราอายุ 15 แล้ว ปีหน้าจะต้องเข้าเรียนมัธยมปลาย ต้องเลือกแผนการเรียน เลือกวิชาหลัก เลือกโปรแกรมที่ต้องการจะใช้มันต่อไปในอนาคต เมื่อตอนเป็นเด็กเล็กๆ เราในวัย 5 ขวบฝันว่าอยากจะเป็นหมอ เราบอกพ่อกับแม่ว่า ถ้าหนูโตให้หนูเรียนหมอนะ ส่งหนูไปเรียนต่างประเทศด้วยนะ ตอนนั้นพ่อแม่ยิ้ม และบอกว่าเราช่างฝัน เราที่รู้จักการเรียนต่อต่างประเทศเป็นเด็กที่ฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกัน ดังนั้นรอยยิ้มแรกของพ่อแม่ทำให้เราฝันมาตลอด เราอยากจะเป็นหมอ อยากเป็นนักเรียนนอก เราบอกพ่อแม่อีกครั้งเมื่อถูกถามถึงอนาคต ในตอนอายุ 12 พ่อแม่ยังคงบอกว่า พยายามเข้านะลูก แต่เมื่อเวลาผ่านไป....
วันนี้เราที่รู้ตัวดีว่าฐานะทางบ้านของเราแค่ปานกลาง เป็นครอบครัวปานกลางในระดับล่างที่พอมีพอกิน แต่ไม่พอให้เพ้อฝัน ดังนั้นอนาคตของเรา เมื่อบอกว่าอยากจะเป็นหมอ เป็นนักเรียนนอกอย่างที่เคยตั้งใจ ตอนนี้เรากลับไม่ได้รับรอยยิ้มเช่นเคย ....แม่ไม่ยิ้มให้เรา ไม่เอ่ยชมเรา ....พ่อนั่งนิ่ง ไม่มองหน้าเรา ไม่ส่งยิ้มให้เรา ....คำตอบของอนาคตเรา บทสรุปที่แม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กระแทกเข้าที่กลางใจราวกับเสียงฟ้าฟาด ....เมื่อจบ ม.3 เราควรจะเรียนต่อที่โรงเรียนพาณิชย์ และรีบๆจบออกมาหางานทำเพื่อช่วยหารายได้ให้กับครอบครัว
.... เราพูดไม่ออก ....เราร้องไห้ ....และวันนั้น ปราสาททรายที่เราเคยตั้งอกตั้งใจก่อมันขึ้นอย่างสวยงามในโลกแห่งความฝัน ปราสาทของเราที่ค่อยๆต่อเติมประตู หน้าต่าง และสะพานเชื่อมทีละน้อย ....สุดท้าย ยังไม่ทันที่จะได้เห็นภาพนั้นเสร็จสมบูรณ์อย่างงดงามดังใจ จู่ๆน้ำทะเลที่ไม่รู้ที่มา ....จู่ๆมันก็พัดพาปราสาทนั้นให้พังครืน ....ทุกอย่างกลับกลายลงไปเป็นทรายผืนอีกครั้ง ....ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ....ไม่มีอะไร และ ไม่เหลืออะไร
นั่นคือเรื่องของคนๆแรกที่พายุเคยรู้จักผมเล่าให้เธอฟัง แน่นอนว่าต้นหญ้านั่งตาแป๋วใส่ใจกับเรื่องราวชีวิตของคนแปลกหน้าราวกับว่านั่นคือเรื่องของตัวเอง
ฉันสงสารเค้าจัง นัยน์ตากลมๆของเธอมีหยดน้ำเอ่อคลอราวกับจะร้องไห้
ยังไม่จบนะ ยังมีเรื่องของคนอีกคนมาเล่าให้ฟังต่อ พายุตัดบท ....ผมไม่ชอบเห็นน้ำตาของใคร เพราะมันทำให้ผมหงุดหงิด ดังนั้นเพื่อให้เธอกลืนน้ำตานั้นกลับเข้าไป ผมจึงเริ่มเล่าเรื่องของคนที่สอง
ฟังให้ดีนะ เรื่องนี้ก็น่าสนใจ....พายุน้อยๆนอนแผ่ลงกับพื้น ดวงตาแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า วันนี้ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนสดใส เมฆบางๆลอยละล่อง นั่นเพราะผมยังอารมณ์ดีอยู่ ท้องฟ้าของผมถึงได้สดใส ....เรื่องของคนที่สอง ....พายุค่อยๆเล่ามันออกมา ราวกับเป็นเรื่องราวของตัวเองอีกครั้ง
....เราเติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวยและมีหน้ามีตาในสังคมพอสมควร ใช่แล้ว! พ่อแม่ของเราเป็นที่นับหน้าถือตาของคนมากมาย พ่อของเราเป็นถึงอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย คำนำหน้าของชื่อพ่อเรานั้นต้องเติมคำว่า ดร.เอาไว้ ส่วนแม่ของเราก็เป็นวิทยากรณ์ชื่อดังที่แนะแนววิชาการให้กับใครต่อใครมากมาย เราเป็นลูกคนเดียว เป็นลูกที่ถูกเลี้ยงมาอย่างเอาใจใส่ แต่พ่อแม่ของเราไม่ใช่คนตามใจลูดถึงขนาดเอาอกเอาใจให้เสียนิสัยหรอกนะ ดังนั้นเราจึงเป็นเด็กธรรมดาๆที่ไม่ได้เอาแต่ใจ หรือดื้อรั้นในเรื่องไม่เป็นเรื่องจนมากเกินไป
ตอนเป็นเด็กเล็กๆ เราเข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลมีชื่อ ตอนนั้นเมื่อเริ่มจะเข้าชั้นประถม ผู้ปกครองก็มักจะเอาความสามารถของลูกหลานตัวเองมาเป็นหัวข้อยอดฮิตในการสนทนา ดังนั้นเพื่อไม่ให้น้อยหน้าคนอื่น พ่อแม่ของเราจึงส่งเราเข้าไปเรียนดนตรีเพื่อสร้างส่วนที่พิเศษให้กับตัวเอง เราเป็นเด็กผู้ชาย แน่นอนว่าก็ต้องทะโมนและชอบอะไรที่มันผาดโผนไปตามเรื่อง และก็นั่นแหละ เครื่องดนตรีที่เด็กประถมอย่างเราเลือกเล่นจึงเป็นจำพวกกลองดุริยางค์ เราติดใจมันตรงที่เสียงทุ้มๆซึ่งสามารถสะกดให้ผู้คนมากมายหันกลับมาดูที่เราได้ บางทีมันอาจจะไม่ใช่เพราะความไพเราะอะไรหรอกนะ แต่ตอนนั้นน่ะ ถ้าบอกว่า ใช้ความหนวกหูในการเรียกร้องความสนใจ แบบนั้นสำหรับเด็กวัย 9 ขวบก็คงจะไม่ผิดใช่มั้ยล่ะ?
เมื่อเรา 10 ขวบ พ่อแม่ถามเราต่อหน้าญาติๆว่าเราอยากจะเป็นอะไรในอนาคต? ....ความฝันงั้นเหรอ? .... หนูอยากเป็นนักดนตรี ตอนนั้นญาติๆพากันหัวเราะคิก เพราะคงจะดูน่าเอ็นดูที่เด็กวัยแค่นั้นวาดฝันไว้ถึงการเปิดคอนเสิร์ตต่อหน้าผู้คนมากมาย ....เราเคยฝันอยากเป็นนักบินนะ เคยฝันอยากเป็นมนุษย์แปลงร่าง 5 สี เคยฝันอยากเป็นโน่นเป็นนี่ไม่เว้นแต่ละวัน แต่นั่นมันเมื่อตอน 5 ขวบและแน่นอนว่าทุกอย่างที่เราฝันล้วนได้รับอิทธิพลมาจากรายการทีวีด้วยกันทั้งสิ้น แต่กับเสียงดนตรีนี่ล่ะ มันต่างกันนะ เพราะ ตอนนี้เราไม่ได้เป็นแค่เด็ก 5 ขวบแล้ว เราอายุ 10 ขวบและเริ่มที่จะโตขึ้นมาแล้วด้วย ....แม้พ่อแม่จะบอกว่าเราเป็นเด็กเล็กๆก็ตาม แต่สำหรับเรา เราโตขึ้นมานิดหน่อยแล้ว ....เราจำได้ ละครเรื่องหนึ่งเคยพูดเอาไว้ว่า ว่าพ่อแม่มักจะคิดว่าลูกเป็นเด็กเสมอ ไม่ต้องอะไรเลย ขนาดคุณย่าเองยังชอบทำกับพ่อเหมือนเป็นลูกชายวัยสิบขวบกว่าๆอยู่ไม่เปลี่ยน คอยห่วงโน่นห่วงนี่ตลอด ทั้งๆที่ตอนนี้พ่อก็ปาเข้าไป 40กว่าแล้วแท้ๆ ....ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละนะ ทำความเข้าใจไปก็ปวดหัว
ความฝันของเรายังดำเนินต่อไป เรามุ่งมั่น และมุ่งมั่นเป็นพิเศษกับเรื่องนี้ เราอยากตีกลอง เราขอพ่อแม่ไปเรียนกลองชุดซึ่งตอนนั้นพ่อแม่ก็ยอมให้แต่โดยดี พวกท่านบอกว่าความสามารถพิเศษมีไว้ก็ไม่เสียหลาย แต่ในทางกลับกัน เราเองคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว พ่อมักจะบอกว่าถ้าเราสอบได้ที่หนึ่ง พ่อจะซื้อของให้ และทุกครั้งของที่พ่อเอามาล่อเราก็มักจะเข้าทางเสมอ เราคิดว่ามันคุ้มค่ากับการพยายามอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อแลกกับแฉบ้าง สแนร์บ้าง เรียกได้ว่ากว่าจะได้กลองชุดมาครบชุดอย่างที่ฝันเอาไว้ เราก็ต้องผ่านการสอบระดับโรงเรียน ระดับเขต ระดับจังหวัด และกระทั่งระดับประเทศมาแล้วกลายสิบครั้งเลยทีเดียว ....แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็มักจะชมเราเสมอเมื่อเราพูดให้แม่ฟังถึงเรื่องของความฝันที่อยากจะเป็นนักดนตรีระดับโลกของเรา
ตอนนี้พ่อแม่ภูมิใจในผลการเรียนของเรามาก เราเป็นนักเรียนระดับท็อปที่มีโอกาสได้ทุนรัฐบาลสูงที่สุดในโรงเรียน แต่ถึงอย่างงั้น แม้จะอยู่ ม.4 แล้ว แต่ตอนนี้เราก็ไม่สนใจเรื่องของการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐอะไรนั่น เท่ากับเรื่องของวงดนตรีที่เรากับเพื่อนร่วมกันทำมาหรอก เราเริ่มเรียนชั้นม.ปลาย มันหนักขึ้นกับความรับผิดชอบในแต่ละวัน เพื่อนๆคนอื่นๆต้องไปโรงเรียนกวดวิชา ในขณะที่เราเอาเวลาหลังเลิกเรียนไปซ้อมดนตรี จากนั้นเพื่อไม่ให้ถูกที่บ้านตำหนิ กลับไปถึงบ้านเราก็ต้องนั่งอ่านหนังสือต่ออีกตั้งแต่สามทุ่มจนถึงตีหนึ่งของทุกวัน เราทำอย่างนั้นมาตลอดจนเราเริ่มล้า และในที่สุดเราก็รู้ตัวดีว่าเราต้องการอะไร เพราะเราทำสองอย่างไปพร้อมกันไม่ไหวแล้ว ....วันนี้เราตัดสินใจพูดกับพ่อแม่ในขณะที่ทานข้าวเย็นร่วมกัน
เราบอกพ่อกับแม่ว่า รู้มั้ยครับว่าลูกอยากเป็นอะไรในอนาคต? พ่อหัวเราะ แล้วพูดว่าลูกไม้มันต้องหล่นไม่ไกลต้นสิถึงจะถูก พ่อคิดว่าเราจะต้องเอาดีทางด้านวิชาการละมั้ง แต่แม่ล่ะ? แม่ที่สนับสนุนเรามาตลอด ....เรามองหน้าแม่ ส่งยิ้มให้ทีหนึ่งก่อนจะบอกว่า ใครบอก ลูกจะเป็นนักดนตรีต่างหาก ....บนโต๊ะอาหารเงียบ ....ลูกเอาจริง ....เราย้ำด้วยแววตาที่ตั้งมั่น ....แต่พ่อกลับหัวเราะและปฏิเสธว่ามันไร้สาระ เราถูกพ่อพูดว่า ทำอะไรเว่อร์ๆที่มันเกินตัวไปก็เท่านั้น พ่อบอกว่าเราก็แค่นักดนตรีปลายแถว มือกลองเคาะกระป๋องไปวันๆ ส่วนแม่ วันนี้แม่มองเราด้วยสายตาที่แปลกไป แม่หัวเราไปกับพ่อ แล้วบอกว่าเราเพ้อเจ้อ....ทั้งที่แม่เคยปรบมือให้เรา เมื่อครั้งที่เราบอกว่าเรามีความฝันของตัวเอง
เรานั่งร่วมโต๊ะต่อไปไม่ไหว เราซีเรียสกับเรื่องที่พูดออกไป เครียดกับการตอบกลับซึ่งไม่ทันคาดคิดของผู้เป็นพ่อแม่ เราเข้ามาในห้องนอน นั่งเงียบ เปิดเพลงร็อคช้าๆที่ฟังแล้วบาดเข้าไปถึงข้างในหัวใจ เราอยากร้องไห้ แต่เราไม่อยากให้ใครได้ยิน เรากดรีโมทเพิ่มเสียงดนตรีให้ดังขึ้น เสียงเบสดังไปตามจังหวะหัวใจเต้น ....ตุบ....ตุบ....ตุบ....แล้วพ่อก็เข้ามาเคาะประตูห้องของเรา
....เราปาดน้ำตาออกอย่ารวดเร็ว เดินตรงไปเปิดประตูให้พ่อ จากนั้นพ่อกับแม่เข้ามาในห้องของเรา พ่อถามว่าเปิดเพลงอะไรเนี่ยฟังไม่รู้เรื่อง? ....พ่อหยิบกล่องซีดีX-Japan ที่เราชอบฟังที่สุดขึ้นมาดู แล้วพูดว่า ไอ้พวกวงป่าเถื่อน ....เราเจ็บจี๊ดในใจ สมองเราสั่งการให้ความโกรธนั้นนำลิ่วไปเหนือเหตุผลและสามัญสำนึกที่เราเคยมี ที่ผ่านมาเราอยู่กับดนตรี เราบูชาเพลงร็อค และวงร็อคที่เราชื่นชอบไว้รองจากการเคารพรักพ่อและแม่ เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะในบางเวลาที่เราไม่มีใคร เราไม่มีทางออก เราเครียด เราสับสน สิ่งเดียวที่เราพึ่งพาและพักพิงได้ก็คือดนตรี เราอยากให้พ่อเคารพในสิทธิ์ของเราบ้าง ไม่ใช่คอยบงการเรา และหลอกล่อเราให้ไปในทางที่พ่อต้องการด้วยการชักใยล่ออย่างที่เคยเป็น ....
วันนี้เราได้รู้ว่าพ่อไม่สนใจเรื่องความสามารถหรือความชื่นชอบ และความฝันของเรามาตั้งนานแล้ว ที่พ่อซื้อของให้เรา ทั้งกลองชุด ทั้งเครื่องเสียง ทุกอย่างก็เพื่อแลกกับผลการเรียนและความตั้งใจอย่างบ้าคลั่งของเรานั่นเอง....เรารู้สึกเหมือนโดนหลอกใช้....เราเดินตรงไปดึงกล่องซีดีในมือพ่อกลับมา แต่พ่อไม่ปล่อย ....พ่อกระชากกลับและเขวี้ยงมันลงพื้น พ่อบอกว่า ไอ้ญี่ปุ่นนี่มันเป็นพ่อเป็นแม่แกเหรอ ฟังอยู่ได้ภาษาพ่อภาษาแม่แกรึไง? จากนั้นพ่อก็เดินไปที่เครื่องเสียงของเรา พ่อกระชากสายลำโพง คว่ำเครื่องลงกับพื้น แล้วก็กระชากปลั๊กไฟก่อนที่จะกวาดชั้นวางซีดีของเราลงมากระจายอย่างไม่เป็นชิ้นดี ....เราทำอะไรไม่ถูกน้ำตาไหล....มองไปหาแม่ คนเดียวที่เรามั่นใจว่าเป็นแรงสนับสนุนของเรา ....แม่ไม่พูดอะไร แค่คว้าแขนพ่อเอาไว้ แล้วมองหน้าเราราวกับว่าเราเป็นคนผิด แม่ดึงพ่อออกห่างจากเครื่องเสียงของเรา แล้วบอกกับเราว่า ให้มันจบนะลูก อย่าทำให้พ่อเค้าโกรธ เลิกเพ้อให้มันเกินขอบเขตได้แล้ว

นานมากเลยไม่ได้เล่นเน็ต
สู้ๆ ชายชิเก่งอยู่เเล้วววววว