counter 79,026

Profile

666th.Love's secret Garden...KISS me KILL me LOVE me....Eat Me,I

Calendar

January 2008
S M T W T F S
« Dec   Feb »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 

Recent Readers

You!
Join storythai!

PatTy9irL✿
藤原 美保。
::[ PuNK_LoLitA ]:: iN WoNDeR LaND ~
jaEjoonG
H-Cuz U!!*
+YaOi+

:: DayDREAM::

ในที่สุดก็กลับมาจากการท่องเที่ยวเสียที (ฮ่าๆ)


เมือ่วานบินกลับมา ระทึกมากครับ เพราะว่าเจอเรื่องอึ้งๆ


เรื่องที่ว่าน่ะเหรอ....บอกไปอย่าตกใจนะ เพราะผมรู้สึกว่าเมื่อวาน...


เครื่องเกือบตก น่ะสิ!! (ตกใจมั้ย?)


 


เอาละ! เล่าให้ฟังนิดหน่อยแล้วกันครับ


 


เมื่อวานนี้นั่งมากับคนที่บ้านอีก 3 คน เที่ยวบินไม่ขอบอกละกัน


เดี่ยวจะกลายเป็นไดอารี่ต้นตอของข่าวดังซะงั้น(หัวเราะ)


 


ตัวผมเองเป็นคนที่นั่งที่ติดปีกเครื่องบินไม่ได้ เนื่องจากความไวต่อแม่เหล็ก


กระดูกหูจะมีปัญหาเอา ก็เลยเลี่ยงครับ แต่ว่า....หม่ามี๊หวังดีจัด


จองที่นั่งให้ลูกชายเสียท้ายเครื่องเกือบอยู่ติดหางแน่ะ(น้ำตาไหลพราก)


ตอนนั้นพอขึ้นไปก็คิดว่า ถ้าเครื่องตก หรือระเบิด ส่วนหางคงไม่รอด


(คิดเป็นลางซะไงล่ะ เจ้าตัวดี / หม่ามี๊)


 


สรุปเครื่องขึ้น สภาพอากาศไม่น่าวางใจนักเพราะฝนเพิ่งเริ่มซาลง


ตอนขึ้นมีความรู้สึกแปลกๆว่าเครื่องมันกระตุก บางทีอาจจะเพราะ


เราไม่เคยนั่งท้ายลำ แบบนั้นหรือเปล่า? (คิดในแง่ดี)


 


เครื่องขึ้นไปจนปรับระดับได้ ชิก็เอาเครื่องPSP มานั่งดูคลิป


ซักพักเบื่อๆเลยมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าที่สูงกว่าเมฆแดดจ้ามากๆ


(บินตอนบ่าย2) แล้วก็รู้สึกว่าฟ้าสีสวยมากครับ สีฟ้าใส แบบ สวยจนน่าแปลก


จากนั้นก็ได้เห็นเมฆที่เยอะมากกว่าทุกที เมฆไม่ได้มีภาวะเมฆฝนนะ


ขาวสะอาด แต่หนาแน่นจนเห็นได้ชัด มวลมันดูหนักๆ อธิบายไม่ถูก


 


นั่งไปซักพัก พนักงานบนเครื่องก็เสิร์ฟโน่น นี่ นั่น ไปตามเรื่อง


ไอ้เราวันนี้ครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่รู้ ขอน้ำร้อนเค้ามา แล้วก็เอาชาที่เพิ่งซื้อ


ตอนก่อนขึ้นเครื่องมาชงดื่มเองซะงั้น(หัวเราะ) .ชาเอิร์นเกรย์ของโปรด(^___^)


บรรยากาศดีจัง ชมเมฆ ดื่มชายามบ่าย (ค่า!! คุณชาย / หม่ามี๊)


 


เวลาผ่านไปนานพอสมควร ซักพักรู้สึกว่าเครื่องสะดุดหลุมอากาศ


กระตุก และแสงไฟก็วูบหรี่ลงนิดหน่อย คนในลำมีเสียงร้อง Oh! My God


แต่ชิ และคนที่บ้านก็ยังชิลล์ๆอยู่นะ คิดเสียว่า ถ้าเกิดไรขึ้นก็คงได้ออกทีวี(หัวเราะ)


ล้อเล่นครับ ก็มองดูรอบๆ เห็นพนักงานนั่งประจำที่และกัปตันประกาศ


สัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดสว่างขึ้น (ตกใจแฮะ) จากนั้นก็เหมืนผ่านหลุมอากาศตลอด


เดี๋ยวก็กึก เดี๋ยวก็กัก ใจหายใจคว่ำแฮะคราวนี้ แต่ไม่นาน ก็สู่ภาวะปกติ


 


ช่วงนี้มองออกไปนอกหน้าต่างอีกรอบ น่านฟ้าเหนือเมฆที่เราบินอยู่มองเห็น


พื้นขาวโพนเป็นปุยดูนุ่มนิ่มตลอดทางเหมือนถนนปูรองใต้เครื่อง


แต่น่าแปลกที่รอบๆ เป็นระยะ มีเมฆก่อตัวหมุนสูงขึ้นเป็นเสา


มันชวนให้นึกถึงรูปร่างของทอร์นาโด หรือ เสาปูนต้นใหญ่ๆ


บ้างก็เป็นรูปต่างๆ ใหญ่โต และหนาแน่น น่ากลัวเลยครับ


 
คล้ายๆแบบนี้นะ แต่มันอยู่บนฟ้า และเป็นเมฆ


สภาพอากาศเหนือท้องฟ้าของโลกเรากำลังแย่


ภาพที่เห็น ถ้าคุณได้บินสูงๆคุณจะรู้เลยว่า ชั้นบรรยากาศวิกฤตติแล้ว


มันเหมือนในหนัง วันสิ้นโลก แบบนั้นเลยครับ (T_T)


 


กลัวว่าจะเกิดประจุไฟฟ้า ผมคิดแบบนั้นจริงๆ


แล้วก็ กลัวว่าเครื่องจะชนกลุ่มเมฆ ....นั่นประไร ยังไม่ทันคิดจบ


จู่ๆบนเส้นทางบินเครื่องก็พุ่งเข้าผ่านกลุ่มเมฆหนาๆกลุ่มหนึ่ง


มันเป็นความหนาแน่นที่ทำให้เครื่องทั้งลำสั่นและไฟหรี่ลงอีกรอบ


คราวนี้คนกรี๊ดกันใหญ่เลยครับ คุณยายที่ดูแลผม ที่นั่งข้างๆก็กุมมือผมไว้


ใจไม่ดีเลย คุณยายบอก ผมก็เลยได้แต่ยิ้ม ทำอะไรได้ล่ะ(หัวเราะฝืด)


 


นาทีนั้นใจสั่นเหมือนกันครับ แต่ไม่กลัวเท่าไหร่ แค่ตื่นเต้น


เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถึงเครื่องตกผมก็ไม่ตาย(หัวเราะ)


 


จากนั้นผ่านไปได้ครับ(ถ้าผ่านไม่ได้คงออกข่าวไปแล้วล่ะ)


แล้วก็ถึงคราวที่ต้องเอาเครื่องลงที่แอร์พอร์ต ปรากฎว่าท้องฟ้ากรุงเทพเมฆมาก


และเครื่องต้องวนก่อนลง พอบทจะลงก็เอาหัวเชิดขึ้น แล้วกดลง เชิดขึ้น แล้วกดลง


ท้ายลำรู้สึกได้เลยครับว่ามันแปลกๆ แบบว่า มองเห็นหลังคาบ้านแล้ว


แต่ถ้ามันร่วงก็คงไม่รอดกันละนะคราวนี้ เพราะสูงเอาการอยู่(หัวเราะ)


 


สรุป....สุดท้ายก็รอดกลับมานั่งเขียนไดอารี่นี่แหละครับ(ยิ้ม)


 


ที่บ้านเป็นห่วงหน้าดู แต่ผมว่า.....ตื่นเต้นกว่าไปล็อตเต้เวิล์ด หรือ ดีสนีย์แลนด์อีก(ฮ่าๆ)


 


ล้อเล่นครับ....เมื่อวานจริงๆก็กลัวเหมือนกันละ


กลัวว่าจะไม่ได้พบพวกคุณอีก ผมใจหายเลยนะ


.


.


.


.


วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ ไว้ครั้งหน้าจะมาเล่าเรื่อง


การทำสตอเบอร์รี่เคลือบช็อกโกแล็ต สูตรบ้านNo-Se ให้ฟัง(ยิ้ม)


 




 
ANYBAND(โลมา กับ งูยักษ์) :: DAY DREAM

:: DayDREAM::

ในที่สุดก็กลับมาจากการท่องเที่ยวเสียที (ฮ่าๆ)


เมือ่วานบินกลับมา ระทึกมากครับ เพราะว่าเจอเรื่องอึ้งๆ


เรื่องที่ว่าน่ะเหรอ....บอกไปอย่าตกใจนะ เพราะผมรู้สึกว่าเมื่อวาน...


เครื่องเกือบตก น่ะสิ!! (ตกใจมั้ย?)


 


เอาละ! เล่าให้ฟังนิดหน่อยแล้วกันครับ


 


เมื่อวานนี้นั่งมากับคนที่บ้านอีก 3 คน เที่ยวบินไม่ขอบอกละกัน


เดี่ยวจะกลายเป็นไดอารี่ต้นตอของข่าวดังซะงั้น(หัวเราะ)


 


ตัวผมเองเป็นคนที่นั่งที่ติดปีกเครื่องบินไม่ได้ เนื่องจากความไวต่อแม่เหล็ก


กระดูกหูจะมีปัญหาเอา ก็เลยเลี่ยงครับ แต่ว่า....หม่ามี๊หวังดีจัด


จองที่นั่งให้ลูกชายเสียท้ายเครื่องเกือบอยู่ติดหางแน่ะ(น้ำตาไหลพราก)


ตอนนั้นพอขึ้นไปก็คิดว่า ถ้าเครื่องตก หรือระเบิด ส่วนหางคงไม่รอด


(คิดเป็นลางซะไงล่ะ เจ้าตัวดี / หม่ามี๊)


 


สรุปเครื่องขึ้น สภาพอากาศไม่น่าวางใจนักเพราะฝนเพิ่งเริ่มซาลง


ตอนขึ้นมีความรู้สึกแปลกๆว่าเครื่องมันกระตุก บางทีอาจจะเพราะ


เราไม่เคยนั่งท้ายลำ แบบนั้นหรือเปล่า? (คิดในแง่ดี)


 


เครื่องขึ้นไปจนปรับระดับได้ ชิก็เอาเครื่องPSP มานั่งดูคลิป


ซักพักเบื่อๆเลยมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าที่สูงกว่าเมฆแดดจ้ามากๆ


(บินตอนบ่าย2) แล้วก็รู้สึกว่าฟ้าสีสวยมากครับ สีฟ้าใส แบบ สวยจนน่าแปลก


จากนั้นก็ได้เห็นเมฆที่เยอะมากกว่าทุกที เมฆไม่ได้มีภาวะเมฆฝนนะ


ขาวสะอาด แต่หนาแน่นจนเห็นได้ชัด มวลมันดูหนักๆ อธิบายไม่ถูก


 


นั่งไปซักพัก พนักงานบนเครื่องก็เสิร์ฟโน่น นี่ นั่น ไปตามเรื่อง


ไอ้เราวันนี้ครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่รู้ ขอน้ำร้อนเค้ามา แล้วก็เอาชาที่เพิ่งซื้อ


ตอนก่อนขึ้นเครื่องมาชงดื่มเองซะงั้น(หัวเราะ) .ชาเอิร์นเกรย์ของโปรด(^___^)


บรรยากาศดีจัง ชมเมฆ ดื่มชายามบ่าย (ค่า!! คุณชาย / หม่ามี๊)


 


เวลาผ่านไปนานพอสมควร ซักพักรู้สึกว่าเครื่องสะดุดหลุมอากาศ


กระตุก และแสงไฟก็วูบหรี่ลงนิดหน่อย คนในลำมีเสียงร้อง Oh! My God


แต่ชิ และคนที่บ้านก็ยังชิลล์ๆอยู่นะ คิดเสียว่า ถ้าเกิดไรขึ้นก็คงได้ออกทีวี(หัวเราะ)


ล้อเล่นครับ ก็มองดูรอบๆ เห็นพนักงานนั่งประจำที่และกัปตันประกาศ


สัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดสว่างขึ้น (ตกใจแฮะ) จากนั้นก็เหมืนผ่านหลุมอากาศตลอด


เดี๋ยวก็กึก เดี๋ยวก็กัก ใจหายใจคว่ำแฮะคราวนี้ แต่ไม่นาน ก็สู่ภาวะปกติ


 


ช่วงนี้มองออกไปนอกหน้าต่างอีกรอบ น่านฟ้าเหนือเมฆที่เราบินอยู่มองเห็น


พื้นขาวโพนเป็นปุยดูนุ่มนิ่มตลอดทางเหมือนถนนปูรองใต้เครื่อง


แต่น่าแปลกที่รอบๆ เป็นระยะ มีเมฆก่อตัวหมุนสูงขึ้นเป็นเสา


มันชวนให้นึกถึงรูปร่างของทอร์นาโด หรือ เสาปูนต้นใหญ่ๆ


บ้างก็เป็นรูปต่างๆ ใหญ่โต และหนาแน่น น่ากลัวเลยครับ


 
คล้ายๆแบบนี้นะ แต่มันอยู่บนฟ้า และเป็นเมฆ


สภาพอากาศเหนือท้องฟ้าของโลกเรากำลังแย่


ภาพที่เห็น ถ้าคุณได้บินสูงๆคุณจะรู้เลยว่า ชั้นบรรยากาศวิกฤตติแล้ว


มันเหมือนในหนัง วันสิ้นโลก แบบนั้นเลยครับ (T_T)


 


กลัวว่าจะเกิดประจุไฟฟ้า ผมคิดแบบนั้นจริงๆ


แล้วก็ กลัวว่าเครื่องจะชนกลุ่มเมฆ ....นั่นประไร ยังไม่ทันคิดจบ


จู่ๆบนเส้นทางบินเครื่องก็พุ่งเข้าผ่านกลุ่มเมฆหนาๆกลุ่มหนึ่ง


มันเป็นความหนาแน่นที่ทำให้เครื่องทั้งลำสั่นและไฟหรี่ลงอีกรอบ


คราวนี้คนกรี๊ดกันใหญ่เลยครับ คุณยายที่ดูแลผม ที่นั่งข้างๆก็กุมมือผมไว้


ใจไม่ดีเลย คุณยายบอก ผมก็เลยได้แต่ยิ้ม ทำอะไรได้ล่ะ(หัวเราะฝืด)


 


นาทีนั้นใจสั่นเหมือนกันครับ แต่ไม่กลัวเท่าไหร่ แค่ตื่นเต้น


เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถึงเครื่องตกผมก็ไม่ตาย(หัวเราะ)


 


จากนั้นผ่านไปได้ครับ(ถ้าผ่านไม่ได้คงออกข่าวไปแล้วล่ะ)


แล้วก็ถึงคราวที่ต้องเอาเครื่องลงที่แอร์พอร์ต ปรากฎว่าท้องฟ้ากรุงเทพเมฆมาก


และเครื่องต้องวนก่อนลง พอบทจะลงก็เอาหัวเชิดขึ้น แล้วกดลง เชิดขึ้น แล้วกดลง


ท้ายลำรู้สึกได้เลยครับว่ามันแปลกๆ แบบว่า มองเห็นหลังคาบ้านแล้ว


แต่ถ้ามันร่วงก็คงไม่รอดกันละนะคราวนี้ เพราะสูงเอาการอยู่(หัวเราะ)


 


สรุป....สุดท้ายก็รอดกลับมานั่งเขียนไดอารี่นี่แหละครับ(ยิ้ม)


 


ที่บ้านเป็นห่วงหน้าดู แต่ผมว่า.....ตื่นเต้นกว่าไปล็อตเต้เวิล์ด หรือ ดีสนีย์แลนด์อีก(ฮ่าๆ)


 


ล้อเล่นครับ....เมื่อวานจริงๆก็กลัวเหมือนกันละ


กลัวว่าจะไม่ได้พบพวกคุณอีก ผมใจหายเลยนะ


.


.


.


.


วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ ไว้ครั้งหน้าจะมาเล่าเรื่อง


การทำสตอเบอร์รี่เคลือบช็อกโกแล็ต สูตรบ้านNo-Se ให้ฟัง(ยิ้ม)


 




 
ANYBAND(โลมา กับ งูยักษ์) :: DAY DREAM

:: Where am I Going?::

Where am I going?  



คำถามสั้นๆ ....ความกลุ้มใจของต้นหญ้าเล็กๆ



 



                สายลม....พายุ....ใครๆก็ว่าผมพัดไปได้อย่างน่าอิจฉาและดูช่างสบายอกสบายใจ ไม่ต่างอะไรกับนก ดีกว่าซะอีกที่บินร่อนไปมาได้โดยไม่ต้องเหนื่อยล้าหรือหมดแรง แค่เบื่อแวะพัก ฉุนเฉียวนักก็ค่อยผ่อนแรงเป็นเชื่องช้าและอ่อนโยน สายลมอย่างผมเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา แต่ใครจะรู้ละว่า ท่ามกลางอิสระเหนือกรอบกั้นใดๆนั้น ท้ายที่สุดจะมีวันใดหรือเปล่าที่ต้องพัดวนอยู่กับที่หรือล่องลอยไปโดยที่ไม่สามารถตอบคำถามสั้นๆนั้นได้....



 



 



 ตัวฉันกำลังจะไปที่ไหนกันนะ?



               



 



                ผมไม่สามารถบรรยายหรือตอบจดหมายที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามให้กับใครได้ เพราะวันๆเพียงแค่เรื่องของตัวเองก็หนักสมองจนสาหัสสากรรจ์แล้ว แต่เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่พัดพาตนเองไปพบกับต้นหญ้าเล็กๆต้นหนึ่งที่กำลังนั่งทุกข์ระทมอยู่ริมสุดของขอบขนามหญ้า ....สายลมโบกพลิ้วให้อ่อนแรงลง ชะลอ และวกกลับมาสัมผัสที่แก้มของต้นหญ้าน้อยๆนั้นด้วยความอ่อนโยน



 



 



                เธอร้องไห้ทำไม ต้นหญ้า? สายลมเอ่ยถามอย่างห่วงใย



 



                ฉันอยากไปจากที่นี่ ต้นหญ้าสะอื้นตอบ



 



                จากที่นี่ ? ผมทวนคำถามของเธออีกครั้ง จากเส้นขอบสนามหญ้านี้น่ะเหรอ?



 



                ใช่ เธอตอบเสียงหนักแน่น ไปจากที่นี่ จากเส้นขอบสนามนี้ จากเส้นกรอบรอบๆตัวฉันทั้งหมด



 



                เพราะอะไรกัน? ผมสงสัย



 



                เพราะฉันต้องการเป็นอย่างเธอ เป็นอิสระเหนือสิ่งอื่นใด ต้นหญ้าเงยหน้าตอบ       



 



 



 



จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องของเธอให้พายุฟังมากมาย หลากหลายเรื่องราว หลากหลายอารมณ์ บางเรื่องก็ทำให้รู้สึกราวกับจะคลุ้มคลั่ง  เมฆฝนหนาทึบเริ่มก่อตัวตั้งเค้าพายุฝนมาแต่ไกล แต่ไม่ทันไรนั้นเรื่องบางเรื่องที่ตามมากลับฉายแววแสงอาทิตย์ส่องทอประกาย อบอุ่นจนพายุน้อยๆต้องกลายเป็นสายลมต้องแดดยามเช้า สลับสับเปลี่ยน ขึ้นๆลงๆ หมุนวนไปตามความรู้สึกทุกข์ร้อนและผ่อนปรนของต้นหญ้าเจ้าของเรื่องเล่า ....ผมค่อยๆทำความเข้าใจ ....พายุนั้นคิดว่าเรื่องราวของเธอไม่ต่างอะไรกับภาพเงาส่วนหนึ่งของเค้า แต่มันจะผิดแผกไปก็ตรงที่ ทางออกและแนวทางความคิดของเราไม่เท่ากัน ก็เท่านั้นเอง



 



 



พ่อแม่ของฉันมักจะรั้งฉันเอาไว้ตรงนี้ ในทุกครั้งที่ฉันฝันจะโบยบิน เธอเล่าพร้อมสะอื้นไห้



 



 



....พ่อแม่คิดว่าการที่ฉันหรือใครๆฝันอยากจะเป็นดวงดาว ดวงจันทร์ เมฆหมอก หรือแม้แต่สายลม ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่อยู่ในพจนานุกรมคำว่า เป็นไปได้ของพวกท่าน เพราะพ่อแม่มักจะคิดแทนฉันเสมอ คิดไปไกลแสนไกลว่าทางที่ฉันจะเดินไปนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ขวากหนาม และคมเขี้ยวมากมาย พวกท่านพูดเสมอว่ามันยากเกินกว่าคนอย่างฉันจะเป็นได้ และแน่นอนว่าสิ่งที่ฉันควรจะเป็นในสายตาของพวกท่านก็คือ การตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนในโรงเพาะบ่มหญ้า และเติมโตเป็นหญ้าที่โตเต็มวัยเพื่อทำหน้าที่ต่อไป ....



 



 



ไม่ต่างอะไรกับหญ้าอื่นๆ พวกเรามีสิทธิ์เลือกมากกว่านั้นก็แค่ งานของเรา จะเป็นงานประจำที่แสนหน้าเบื่ออย่างการปกคลุมหน้าดินเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้แก่คนอื่น หรืองานที่ออกแนวทรหดและใช้แรงงานอย่างงานที่ต้องอาหารให้กับสัตว์กินพืช ก็เท่านั้น ....ไม่สิ! ดีกว่านั้นหน่อย ถ้าฉันขยันและเติบโตได้อย่างแข็งแรง ฉันอาจจะได้กลายเป็นเครื่องดื่มสกัดที่ทรงคุณค่าทางอาหาร ได้รับเกียรติให้ชูคอหรูหราอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง แต่ต้องแลกกับการถูกกลั่น ปั่น บดจนกลายเป็น น้ำหญ้าคั้นเพื่อสุขภาพ ก็เป็นได้ และสุดท้ายจุดจบก็คงไม่ต่างอะไรกับประชากรเผ่าพันธ์เดียวกับฉันทุกๆชีวิต ที่ลงท้ายก็กลายเป็นแค่ปุ๋ยหมักคืนสู่ดิน....



 



 



เธอเหนื่อยกับการคิดเรื่องของตัวเองใช่มั้ย? ผมถามด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะปลอบโยน และพยายามบอกถึงความเป็นมิตรที่ผมมีต่อเธอ



 



ใช่ ฉันเหนื่อยมาก ทั้งเรื่องของฉัน และคนรอบตัวที่ฉันต้องคอยแคร์ เธอตอบ             



 



แต่เธอก็เลือกที่จะไม่แคร์พวกเค้าก็ได้นี่ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ของเธอพวกนั้นน่ะ มองข้ามไปไม่ได้เหรอ? ผมตบบ่าของต้นหญ้าเบาๆ ....พายุไม่ได้ลองใจเธอ แต่พายุกำลังเรียนรู้ที่จะรู้จักจิตใจของเธอ



 



ฉันทำไม่ได้ เพราะพวกเค้าคือคนที่ฉันรัก ต้นหญ้าสั่นไหวน้อยๆ บ่าที่เล็กและหนักอึ้งของเธอกำลังทำหน้าที่ประคับประครองความเหนื่อยล้า



 



เธอเหมือนกับมนุษย์พวกนั้นเลยนะ พายุส่งยิ้มหวานให้ก่อนย่อตัวลงข้างๆ กุมมือเธอเอาไว้ และเริ่มที่จะจูงแขนต้นหญ้าน้อยซึ่งกำลังสับสน ไปสู่ดินแดนที่เธอไม่เคยรู้จัก



 



นี่ต้นหญ้าน้อย ....เธอรู้มั้ยว่าในโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่สับสนในเรื่องราวคล้ายๆกับเธอจำนวนมากมายแค่ไหน? และหนึ่งในจำนวนนั้น พวกเค้าก็ถูกเรียกว่า มนุษย์ .ไม่ต้องกังวล  ถูกต้อง! ผมกำลังพูดถึงสิ่งมีชีวิตสองมือ สองขา ที่ใช้สมองในการสั่งงาน และนั่นเอง ผมหมายถึงเจ้าตัวที่มันยกขวด น้ำหญ้าคั้นเพื่อสุขภาพ อย่างพวกเธอขึ้นดื่มด้วยนั่นแหละ....พายุกลั้นหัวเราะ



 



 



 



ก่อนหน้านี้ ผมได้เรียนรู้จากการพัดพาไปทั่ว ว่าเมื่อลูกของพวกเค้าเอ่ยปากถึงอนาคตตัวเองอย่างที่ใจคิด น้อยครั้งนักที่จะได้รับการตอบสนองในแบบที่เด็กน้อยต้องการ ....5 ขวบ พ่อแม่ถามว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร? ตัวเราเมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กๆไม่รู้ประสา เลือกได้จากเหตุผลเพียง 2 ข้อใหญ่ๆ คือ อาชีพที่จะทำให้พ่อแม่พอใจเมื่อได้รับคำตอบ หรืออาชีพยอดนิยมในกลุ่มเด็กๆด้วยกัน ที่จะทำให้ตัวเราภาคภูมิใจ หรือรูสึกถึงการมีตัวตนคงอยู่ในกลุ่มเพื่อน ก็เท่านั้น



 



 



....เด็กๆหลายคนตอบว่า อยากเป็นหมอ อยากเป็นครู อยากเป็นพยาบาล อยากเป็นทหาร อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากเป็นดารา อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นผู้ประกาศข่าว ....ตอนนั้นเพราะไร้เดียงสา ไม่ว่าคำตอบอะไร พ่อกับแม่ก็จะยิ้มให้เรา และพอใจกับความฉลาด แสนรู้ และช่างฝันของเด็กวัยนั้น



 



 



แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตอนนี้เราอายุ 12 ปีแล้ว เรายังคงยืนยันที่จะฝันอย่างนั้น เราบอกว่าเราจะพยายามให้มากที่สุด พ่อแม่ไม่พูดอะไร พวกท่านแค่ยิ้มแล้วบอกเราว่า ดีแล้วลูก ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กสินะ เป็นเด็กที่ยังฝันได้อยู่ แต่นั่นอาจจะเป็นการฝันได้ในระยะสุดท้ายของเราแล้ว อย่างนั้นรึเปล่า? ....ทำไมนะเหรอ? ....นั่นก็เพราะ....



 



 



ตอนนี้เราอายุ 15 แล้ว ปีหน้าจะต้องเข้าเรียนมัธยมปลาย ต้องเลือกแผนการเรียน เลือกวิชาหลัก เลือกโปรแกรมที่ต้องการจะใช้มันต่อไปในอนาคต เมื่อตอนเป็นเด็กเล็กๆ เราในวัย 5 ขวบฝันว่าอยากจะเป็นหมอ เราบอกพ่อกับแม่ว่า ถ้าหนูโตให้หนูเรียนหมอนะ ส่งหนูไปเรียนต่างประเทศด้วยนะ ตอนนั้นพ่อแม่ยิ้ม และบอกว่าเราช่างฝัน เราที่รู้จักการเรียนต่อต่างประเทศเป็น